กีฬาแชร์บอล

กีฬาแชร์บอล

กีฬาแชร์บอลเป็นกีฬาพื้นฐานของกีฬาประเภทอื่น ๆ เช่น บาสเกตบอล  เนตบอล  แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่ากีฬาแชร์บอลมีกำเนิดหรือเล่นกันมาตั้งแตเมื่อใด  กีฬาแชร์บอลนิยมเล่นและจัดการแข่งขันกันในระดับโรงเรียน เพราะเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่นำมาใช้ในการออกกำลังกายได้อย่างดี  ให้ความสนุกสนาน  ตื่นเต้นเร้าใจทั้งผู้ดูและผู้เล่น  สามารถเล่นบนพื้นที่จำกัดและเล่นได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถเล่นได้ทุกเพศ  ทุกวัย กติกาการแข่งขันกันไม่ยุ่งยากซับซ้อน  อีกทั้งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย  อุปกรณ์ก็มีราคาถูกและหาได้ง่าย  ปัจจุบันกีฬาแชร์บอลเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย   ไม่เพียงแต่เล่นหรือแข่งขันภายในโรงเรียนเท่านั้น  หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนต่างก็ให้ความสนใจนิยมเล่นกัน  และมีการแข่งขันทั้งภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงาน   เนื่องจากสามารถเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เชื่อมความสามัคคีระหว่างกันได้เป็นอย่างดี

กติกาแชร์บอล

1. สนามแชร์บอล

1.1 สนามเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 16 เมตร (เส้นหลัง) ยาว 32 เมตร (เส้นข้าง) สนามแบ่งเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน ด้วยเส้นแบ่งแดน ขนาดสนามนี้จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยมีบริเวณเขตรอบสนามอย่างน้อย 1 เมตร ถ้าเป็นสนามในร่มความสูงจากพื้นสนามขึ้นไปไม่ควรน้อยกว่า 6 เมตร

1.2 วงกลมกลางสนาม ที่จุดกึ่งกลางของเส้นแบ่งแดน ให้เขียนวงกลมรัศมี 1.80 เมตร

1.3 เขตผู้ป้องกันตะกร้า ที่จุดกึ่งกลางของเส้นหลังทั้งสองด้าน เขียนครึ่งวงกลม รัศมี 3.00 เมตร ในสนามเล่น เขตนี้เรียกว่า เขตผู้ป้องกันตะกร้า

1.4 เส้นโทษ ถัดจากจุดกึ่งกลางเส้นหลังเข้าไปในสนาม 8.00 เมตร ลากเส้นให้ขนานกับเส้นหลังยาว 50 เซนติเมตร (โดยลากให้กึ่งกลางของเส้นอยู่ที่กึ่งกลางของความกว้าง)

1.5 เส้นทุกเส้นกว้าง 5 เซนติเมตร (สีขาว) และเป็นส่วนหนึ่งของเขตนั้น

2. อุปกรณ์การแข่งขัน

2.1 เก้าอี้ เป็นเก้าอี้ชนิด 4 ขา มีความแข็งแรงมั่นคง ไม่มีพนักพิง สูง 35-40 เซนติเมตร ขนาดของที่นั่ง กว้าง 30-35 เซนติเมตร หรือเป็นเก้าอี้ที่มีขนาดใกล้เคียงและเป็นชนิดเดียวกันทั้งสองตัว เก้าอี้นี้วางไว้ที่จุดกึ่งกลางของเส้นหลัง โดยให้ขาหน้าของเก้าอี้ทั้งสองขาวางอยู่บนเส้นสนาม

2.2 ตะกร้า ขนาดสูง 30-35 เซนติเมตร ปากตะกร้าเป็นรูปทรงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30-35 เซนติเมตร ทำด้วยหวายที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่น หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่เกิดอันตราย มีน้ำหนักเบาเท่ากัน

2.3 ลูกบอล ใช้ลูกแชร์บอล หรือลูกฟุตบอลขนาดเบอร์ 4-5 หรือลูกที่ฝ่ายจัดการแข่งขันรับรอง ซึ่งฝ่ายจัดการแข่งขัน จะต้องแจ้งให้ผู้แข่งขันทราบก่อนในระเบียบการแข่งขัน

2.4 นาฬิกาจับเวลา 2 เรือน ใช้สำหรับจับเวลานอก และเวลาแข่งขัน

2.5 ใบบันทึกการเข่งขัน

2.6 ป้ายคะแนน

2.7 สัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน (นกหวีด ระฆัง กริ่ง ฯลฯ)

2.8 ป้ายบอกจำนวนครั้งของการฟาวล์ (ถ้ามี)

3. เวลาการแข่งขัน

3.1 เวลาการแข่งขัน แบ่งออกเป็น 2 ครึ่ง ครึ่งละ 20 นาที พักระหว่างครึ่ง 5 นาที (เวลาการแข่งขันนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมกับนักกีฬา โดยต้องแจ้งไว้ในระเบียบการแข่งขันก่อน)

3.2 เวลาการแข่งขันเริ่มขึ้นเมื่อ ผู้ตัดสินได้โยนลูกบอลขึ้นระหว่างผู้เล่นสองคนของแต่ละฝ่ายที่อยู่ในวงกลม และลูกบอลได้ถูกผู้เล่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว

3.3 เมื่อเริ่มแข่งขันครึ่งเวลาหลัง และเวลาเพิ่มพิเศษแต่ละช่วงให้เปลี่ยนแดนกัน

3.4 เวลานอก ให้แต่ละทีมขอเวลานอกได้ครึ่งเวลาละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 นาที

3.5 การต่อเวลาการแข่งขัน เมื่อผลการแข่งขันเสมอกัน ให้ต่อเวลาเพิ่มพิเศษอีกช่วงละ 5 นาที จนกว่าจะมีผลแพ้ชนะกันหรือจะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น

3.6 การขอเวลานอกในเวลาเพิ่มพิเศษ ให้ขอเวลานอกได้ช่วงละ 1 ครั้ง

3.7 ชุดใดที่มาแข่งขันช้ากว่ากำหนดเวลาการแข่งขัน 15 นาทีให้ปรับเป็นแพ้

4. ผู้เล่น

4.1 ชุดหนึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่น 12 คน เป็นผู้เล่นในสนาม 7 คน ผู้เล่นสำรอง 5 คน ผู้เล่นสำรองและเจ้าหน้าที่ประจำทีม ต้องนั่งที่ที่คณะกรรมการจัดไว้ให้

4.2 เมื่อเริ่มทำการแข่งขัน ต้องมีผู้เล่นในสนามฝ่ายละ 7 คนและในระหว่างการแข่งขันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่า 5 คน ให้ปรับแพ้

4.3 ผู้เล่นสำรองจะเข้าเล่นได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ตัดสินและต้องทำการเปลี่ยนตัวที่บริเวณเส้นแบ่งแดนด้านเดียวกับโต๊ะเจ้าที่จัดการแข่งขัน (เขตเปลี่ยนตัว)

4.4 ผู้เล่นแต่ละชุดต้องสวมเสื้อที่มี่สีเดียวกัน และติดหมายเลขที่ด้านหน้า ขนาดสูงไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร ที่ด้านหลังขนาดสูงไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร ใช้หมายเลข 1 – 12 สีของหมายเลขต้องแตกต่างจากสีเสื้ออย่างชัดเจน

4.5 ห้ามผู้เล่นสวมเครื่องประดับที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น

5. ผู้ป้องกันตะกร้า

5.1 ผู้ป้องกันตะกร้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตป้องกันตะกร้าได้

5.2 ผู้ป้องกันตะกร้าสามารถเคลื่อนที่ไปในเขตป้องกันตะกร้าพร้อมกับลูกบอลได้ โดยปราศจากข้อจำกัด ภายในเวลา 3 วินาที

5.3 ผู้ป้องกันตะกร้าสามารคออกมาร่วมเล่นในสนามเล่นได้แต่ต้องปฏิบัติตนเหมือนผู้เล่นในสนามทั่ว ๆ ไป

5.4 การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ป้องกันตะกร้าโดยไม่แจ้งและละเมิดกติกาอย่างร้ายแรง ผู้ตัดสินจะให้ออกจากการแข่งขัน (ไล่ออก)

6. ผู้ถือตะกร้า

6.1 ต้องอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับตะกร้า

6.2 ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเล่นกับผู้เล่นในสนามขณะกำลังแข่งขัน (ส่งข้าง)

6.3 ห้ามใช้ตะกร้าหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย กีดกันการป้องกันของผู้ป้องกันตะกร้า (ส่งข้าง)

6.4 สามารถเคลื่อนไหวตะกร้าได้ทุกลักษณะ

6.5 ผู้ถือตะกร้า ต้องใช้ตะกร้ารับลูกบอลจากการยิงประตูทุกลักษณะทิศทาง และต้องทรงตัวอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างมั่นคง

7. เขตผู้ป้องกันตะกร้า

7.1 เขตป้องกันตะกร้าเป็นพื้นที่ของป้องกันตะกร้าเพียงคนเดียวเท่านั้น

7.2 ผู้เล่นในสนามเข้าไปในเขตป้องกันตะกร้า จะถูกลงโทษดังนี้

7.2.1 ฝ่ายป้องกัน เข้าไปในขณะที่มีการยิงประตู ถ้าลูกบอลลงตะกร้าให้ได้คะแนน ถ้าลูกบอลไม่ลงตะกร้าให้ยิงลูกโทษ

7.2.2 ฝ่ายป้องกันเข้าไปในขณะที่ไม่มีการยิงประตู (ส่งข้าง)

7.2.3 ฝ่ายรุก เข้าไปในเขตป้องกันตะกร้าของฝ่ายตรงข้าม (ส่งข้าง)

7.3 ลูกบอลที่วาง หรือกลิ้งอยู่ในเขตป้อกันตะกร้าเป็นผู้ป้องกันตะกร้า และจะต้องเล่นอย่างทันที

8. การเล่นลูกบอล อนุญาตให้ผู้เล่นกระทำ ดังนี้

8.1 จับ ตี ปัด กลิ้ง ส่ง หรือขว้างลูกบอลด้วยมือ แขน ศีรษะ หรือลำตัวบริเวณเหนือสะเอวขึ้นไป

8.2 ครอบครองลูกบอลด้วยมือเดียวหรือสองมือ หรือกดลูกบอลที่อยู่บนพื้นสนาม หรือโยนลูกบอลขึ้นในอากาศได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 วินาที

8.3 ถือลูกบอลและเคลื่อนไหวไปมาได้ด้วยการหมุนตัวโดยมีเท้าหลัก

8.4 กระโดดรับ ส่ง หรือยิงประตู

8.5 ใช้ลำตัวบังคู่ต่อสู้ ในขณะที่กำลังครอบครองลูกบอลอยู่

ไม่อนุญาตให้ผู้เล่นกระทำ ดังนี้

8.6 ห้ามเลี้ยงลูกบอล (ส่งข้าง) ยกเว้นกรณีการรับลูกไม่ได้ (FUMBLE) หรือการตัดลูกบอล

8.7 เจตนาพุ่งตัวลงเพื่อครอบครองลูกบอล (ส่งข้าง)

8.8 เล่นลูกบอลด้วยส่วนหนึ่งส่วนใด ตั้งแต่สะเอวลงไป (ส่งข้าง)

8.9 ยื่นลูกบอลให้เพื่อนร่วมทีมด้วยมือต่อมือ (บันทึกการฟาวล์)

8.10 ทำให้คู่ต่อสู้ได้รับอันตรายโดยใช้ลูกบอล (ยิงโทษ)

8.11 ทุบ ตบ ตี ลูกบอลจากมือคู่ต่อสู้ (ส่งข้าง)

8.12 กีดขวางคู่ต่อสู้ด้วยมือ แขน ขา หรือลำตัวในลักษณะที่เป็นอันตรายกับคู่ต่อสู้ (ขัดขวาง)

8.13 ดึง ดัน ผลัก ชก ชน เตะ คู่ต่อสู้ทุกลักษณะ (ส่งข้างหรือยิงโทษ หรือตัดสิทธิ์ให้ออกจากการแข่งขัน)

8.14 ทำผิดกติกาอย่างร้ายแรงกับคู่ต่อสู้ (ยิงโทษ และตัดสิทธิ์ให้ออกจากการ

9. การได้คะแนน

9.1 จะนับคะแนนเมื่อลูกบอลได้ลงตะกร้าจากการยิงประตูโดยตรง โดยผู้ถือตะกร้าต้องทรงตัวอยู่บนเก้าอี้อย่างมั่นคง และผู้ตัดสินในสนามได้ให้สัญญาณนกหวีดแล้ว

9.2 ผู้เล่นฝ่ายป้องกันพยายามป้องกันโดยผิดกติกา ถ้าลูกบอลลงตะกร้า ให้นับว่าได้คะแนน

9.3 ถ้าผู้จับ เวลาให้สัญญาณหมดเวลาการแข่งขันก่อนที่ลูกบอลจะหลุดจากมือผู้ยิงประตูถือว่าไม่ได้คะแนน

9.4 หลังจากลูกบอลลงตะกร้าจาการยิงประตูธรรมดาหรือหลังจากการยิงโทษได้ผล ผู้ป้องกันตะกร้าต้องนำลูกบอลส่งเข้าเล่นจากเขตป้องกันตะกร้า

9.5 คะแนนที่ได้จากการยิงประตู มีค่า 2 คะแนน คะแนนที่ได้จากการยิงโทษมีค่าครั้งละ 1 คะแนน

9.6 ฝ่ายที่ทำคะแนนได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขัน

10. การเริ่มเล่นและการโยนลูกกระโดด

10.1 การเริ่มเล่นในครึ่งเวลาแรก และครึ่งเวลาหลัง เวลาเพิ่มพิเศษ และการหยุดเล่นอื่น ๆ ที่ต้องทำลูกกระโดด จะเริ่มโดยผู้ตัดสินเป็นผู้โยนลูกกระโดดที่วงกลมกลางสนาม ระหว่างผู้กระโดด

10.2 ตัดสินเป็นผู้โยนลูกกระโดดขึ้นไปบนอากาศ ในแนวดิ่งระหว่างผู้กระโดดทั้งสองฝ่าย

10.3 ผู้เล่นอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้กระโดดต้องอยู่นอกวงกลม ณ ที่ใด ๆ ก็ได้ในเขตสนามแข่งขัน

10.4 จะโยนลูกกระโดดเมื่อ

10.4.1 เริ่มการแข่งขันครึ่งเวลาแรก ครึ่งเวลาหลังและเวลาเพิ่มพิเศษ

10.4.2 เมื่อมีการหยุดเล่นโดยที่ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำผิดกติกา

10.4.3 เมื่อเกิดลูกยึดของผู้เล่นทั้งสองฝ่าย (ผู้ทำลูกยึดต้องมาเป็นผู้กระโดด)

10.4.4 เมื่อทั้งสองฝ่ายทำผิดกติกาพร้อมกัน ให้ฝ่ายที่ครอบครองบอลส่งบอลเข้าเล่นต่อ หลังจากบันทึกฟาวล์ทั้ง 2 คน

10.5 ผู้กระโดดต้องปัดลูกบอลในขณะที่ลูกบอลลอยอยู่ในจุดสูงสุดได้คนละไม่เกิน 2 ครั้ง จากนั้นผู้กระโดดจะถูกลูกบอลอีกไม่ได้ จนกว่าลูกบอลจะได้ถูกผู้เล่นคนอื่น ๆ

11. การส่งลูกเข้าเล่นจากเส้นข้าง

11.1 จะส่งลูกเข้าเล่น เมื่อลูกบอลทั้งลูกได้ผ่านเส้นข้างหรือเส้นหลังและถูกพื้นที่นอกสนามแข่งขัน (ลุกลอยในอากาศยังไม่ถือว่าเป็นลูกออก)

11.2 ผู้เล่นฝ่ายรับทำลูกบอลออกเส้นหลัง ให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามส่งลูกเข้าเล่นจากมุมสนามด้านที่ลูกบอลออก

11.3 ผู้เล่นฝ่ายรุกทำให้ลูกบอลออกเส้นหลัง ให้ฝ่ายตรงข้ามนำลูกมาส่งเข้าเล่นจากเส้นข้างมุมสนามด้านที่ลูกออก

11.4 ผู้ส่งลุกเข้าเล่นจะส่งด้วยวิธีใดก็ได้ภายในกำหนด 5 วินาที หลังจากผู้ตัดสินส่งลูกบอลให้ผู้เล่นแล้ว

11.5 ผู้ตัดสินจะส่งลูกบอลให้ผู้เล่นส่งเข้าเล่น ในกรณีที่มีการส่งบอลเข้าเล่นทุกครั้ง

11.6 จะให้ส่งลุกเข้าเล่นเมื่อผู้ป้องกันตะกร้าและผู้เล่นฝ่ายรุกมีความพร้อมที่จะเล่น จะต้องส่งลูกบอลเข้าเล่น เมื่อผู้ตัดสินส่งบอลให้หรือผู้ตัดสินเป่านกหวีดให้ส่ง ภายในเวลา 5 วินาที

12. การยิงโทษจะให้ยิงโทษเมื่อ

12.1 ผู้ป้องกันตะกร้า

12.1.1 ทำการป้องกันในลักษณะที่เป็นอันตรายกับคู่ต่อสู้ (ข้อ 5.5)

12.1.2 นำลูกบอลจาสนามเล่นเข้าไปในเขตป้องกันตะกร้า (ข้อ 5.7)

12.1.3 เจตนาปัดตะกร้าถูกตัวผู้ถือตะกร้าใช้เก้าอี้หรือส่วนอื่น ๆ ของเก้าอี้เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน (ข้อ 5.9 )

12.2 ผู้เล่นอื่น ๆ ในสนาม

12.2.1 ฝ่ายป้องกันเข้าไปในเขตประตูคณะมีการยิงประตู (ข้อ 7.2.1)

12.2.2 เจตนาทำให้คู่ต่อสู้ได้รับอันตรายโดยใช้ลูกบอล (ข้อ 8.10)

12.2.3 ดึง ดัน ผลัก ชน ชก เตะคู่ต่อสู้ (ข้อ 8.13)

12.2.4 ทำผิดกติการอย่างร้ายแรงกับคู่ต่อสู้ และผู้ตัดสิน (ข้อ 8.14 )

12.2.5 การฟาวล์โดยเจตนา (ข้อ 14.1.2)

12.3 ผู้ยิงโทษต้องเป็นผู้เล่นที่กำลังอยู่ในสนาม

12.4 ต้องยิงโทษภายใน 3 วินาที หลังจากผู้ตัดสินได้ส่งบอลให้

12.5 ผู้ยิงโทษต้องไม่ให้เท้าสัมผัสเส้นโทษ

12.6 จะยิงโทษด้วยวิธีใด ๆ ก็ได้

12.7 ผู้ป้องกันตะกร้าและผู้เล่นอื่น ๆ ทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ห่างจากผู้ยิงโทษอย่างน้อย 3 เมตร

12.8 ผู้ถือตะกร้าอยู่ขนเก้าอี้พร้อมตะกร้า จะถือตะกร้าอยู่ในลักษณะ

13. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น

13.1 จะทำการเปลี่ยนตัว ผู้ล่นได้เมื่อลูกตาย และฝ่ายที่ขอเปลี่ยนตัวเป็นครอบครองลูกบอลอยู่ หรือเมื่อมีการยิงโทษ

13.2 ผู้เล่นที่จะเปลี่ยนตัวเข้าเล่นต้องเปลี่ยนตัวที่บริเวณเขตการเปลี่ยนตัวเท่านั้น

13.3 จะเปลี่ยนหน้าที่การเล่นได้เมื่อได้แจ้งให้ผู้ตัดสินทราบขณะที่ลูกตาย

13.4 ผู้เล่นที่กระทำฟาวล์ครบ 5 ครั้ง ต้องออกจากการแข่งขัน แต่สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นอื่น ๆ เข้าแทนได้

13.5 ผู้เล่นที่ถูกให้ออกจากการแข่งขัน สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นอื่น ๆ เข้าแทนได้

14. การทำฟาวล์ การบันทึกฟาวล์ การทำผิดมารยาท และการลงโทษของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีม

14.1 การทำฟาวล์ต้องบันทึกทุกครั้ง

14.1.1 ผู้เล่นที่กระทำการฟาวล์ครบ 5 ครั้ง ต้องออกจากการแข่งขัน

14.1.2 การฟาวล์โดยเจตนา จะถูกลงโทษโดยการยิงโทษ

14.1.3 การฟาวล์ขณะยิงประตู ให้บันทึกเป็นการฟาวล์ 1 ครั้ง (ยิงโบนัส)

14.2 การทำผิดมารยาทของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ประจำทีม

14.2.1 การทำผิดซ้ำ ๆ

14.2.2 การแสดงที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา

14.2.3 การใช้วาจาไม่สุภาพให้บันทึกการฟาวล์ผู้ฝึกสอน ถ้าผู้ฝึกสอนฟาวล์ 3 ครั้งให้ออกจากการเป็นผู้ฝึกสอน และให้ลงโทษยิงประตู 1 ครั้ง และส่งบอลเข้าเล่นที่กลางสนาม

14.3 การลงโทษ 3 ขั้นตอน

14.3.1 เตือนและบันทึก

14.3.2 ยิงโทษและบันทึก

14.3.3 ให้ออกจากการแข่งและบันทึก

15. ผู้ตัดสิน

15.1 การแข่งขันครั้งหนึ่งประกอบด้วยผู้ตัดสิน 2 คน

15.2 ผู้ตัดสินมีหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน ตั้งแต่เริ่มเล่นจนถึงสิ้นสุดการแข่งขัน

15.3 ผู้ตัดสินต้องทำการเสี่ยงเพื่อเลือกแดนต่อหน้า หัวหน้าชุดทั้งสองทีม

15.4 ขณะทำการแข่งขัน ถ้าผู้ตัดสินไม่สามารถทำการตัดสินได้ตลอดการแข่งขัน คณะกรรมการจัดการแข่งขันสามารถจัดหาผู้ตัดสินสำรองเข้าทำหน้าที่แทนได้ หรืออาจปฏิบัติหน้าที่เพียงคนเดียวถ้าไม่สามารถหาผู้อื่นแทนได้

15.5 ผู้ตัดสินเป่านกหวีดเมื่อ

15.5.1 ลูกออก

15.5.2 มีการทำผิดกติกาทุกชนิด

15.5.3 มีการยิงประตูโทษได้ผล

15.5.4 มีการให้เวลานอก

15.5.5 หมดเวลานอก

15.5.6 เกิดการบาดเจ็บ

15.5.7 เกิดลูกยึด

15.5.8 ผู้ตัดสินขอเวลานอก

15.5.9 หมดเวลาการแข่งขัน

15.5.10 การเตือนและอื่น

16. เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ประกอบด้วย

16.1 ผู้บันทึก 1 คน

16.2 ผู้จับเวลา 1 คน

16.3 ผู้ใส่ป้ายคะแนน 1 คน

 

 

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

กีฬาแย้ลงรู

แย้ลงรูเป็นกีฬาพื้นเมืองที่มีการเล่นกันทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางสมัยก่อน   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกการเล่นนี้ว่า “เฉลิม” เนื่องจากมักจัดให้มีการเล่นแข่งขันกันในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในสมัยก่อน ภาคกลางเรียกว่า “แย้ลงรู” หรือ “แย้ชิงรู” ที่เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า “แย้ลงรู” สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะธรรมชาติของแย้ ผู้ใหญ่โดยเฉพาะชายมักนิยมเล่นแข่งขันเป็นการประลองกำลังกัน มักจัดเล่นแข่งขันกันในงานประเพณีและงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน

ผู้เล่น

เพศชาย การแข่งขันประกอบด้วย ผู้เล่น 3 คนและผู้ตัดสิน 1 คน

อุปกรณ์การเล่น

1. เชือก 3 เส้น ขนาดยาวประมาณ 5 เมตร

2. ทำเชือกเป็น 3 เส้น ออกจากจุดกึ่งกลางเดียวกัน โดยให้รัศมีหรือระยะห่างระหว่างเส้นพอๆ กัน ขีดวงกลมไว้ที่พื้น 3 วง ไว้ทั้ง 3 ด้าน

3. สถานที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นโล่งราบเรียบ หน้าวัดน้ำจั้น

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นฝ่ายละคน รวม 3 คน ยืนหันหลังให้กันเป็น 3 แฉก ตามแนวเส้น ใช้เชือกผูกเอวผู้เล่นคนละเส้น นำปลายเชือกทั้ง 3 เส้นมาผูกรวมกันให้แน่นไว้ที่จุดกึ่งกลาง ให้ความยาวของเชือกจากจุดกึ่งกลางไปยังผู้เล่นทั้ง 3 คนเท่ากัน ผู้ตัดสินยืนเหยียบจุดรวมของเชือกทั้ง 3 เส้น ไว้ที่จุดกึ่งกลางสนาม ผู้เล่นแต่ละคนยืนดึงเชือก ดึงหันหน้าไปทางวงกลมสีขาว

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นแต่ละคนออกแรงเดินไปวงสีขาวของตนไว้ให้ได้เร็วที่สุด (ผู้ตัดสินจะปล่อยเชือกจากที่เหยียบไว้)

3. ผู้เล่นคนใดถึงวงกลมสีขาวอ่อนจะเป็นผู้ชนะ คนที่ถึงวงกลมต่อมาจะเป็นผู้ชนะอันดับ 2 ตามลำดับ

กติกาการเล่น

1. ก่อนสัญญาณเริ่มเล่นทุกคนต้องอยู่ในท่ายืน มือและเข่าต้องไม่สัมผัสพื้นและเชือกต้องอยู่ระดับเอว ขณะเล่นจะใช้ท่าใดแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

2. ขณะเล่นห้ามใช้มือจับเชือก หรือห้ามจับอุปกรณ์ที่ผูกเอว

 

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

เตย

ความเป็นมา

เตย เป็นเกมพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันมากในภาคกลาง สมัยก่อน พบว่ามีการเล่นกันแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2470 ในจังหวัดชัยนาท พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ฉะเชิงเทรา กรุงเทพ สมุทรสงคราม เป็นต้น สันนิษฐานว่า การเล่นเตยน่าจะพัฒนามากจากการวิ่งเล่นบนคันนาในชนบท เพราะลักษณะสนามเล่นจะเป็นตารางคล้ายกับพื้นที่นาในชนบท โดยเส้นต่างๆ จะเปรียบเสมือนคันนาที่ใช้เดิน วิ่งเล่นกันได้ ส่วนชื่อที่เรียกว่า “เตย” นั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะสนามเล่นที่เป็นตารางยาว มีเส้นกลางเป็นแกนมีเส้นตัดเป็นลำดับขั้น แตกกิ่งก้านออกไปคล้ายลำต้นและใบของพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า เตย ซึ่งชาวบ้านนิยมนำมาใช้ปรุงกลิ่นหอมในการทำขนมและอาหารไทยบางชนิด บางท้องถิ่นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น เรียกว่า ตาล่อง” หรือ บัลลูน ก็มี เล่นกันทั้งในหมู่ผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาวและเด็กๆ นิยมเล่นในงานเทศกาลตรุษสงกรานต์ หรืองานรื่นเริงทั่วไป

อุปกรณ์การเล่น

ไม่ใช้

สถานที่ และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่ราบโล่งเรียบ ขนาดประมาณ 10 ? 20 เมตร สนามเล่นเป็นเส้นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร ให้เส้นด้านกว้างด้านหนึ่งเป็นเส้นหน้า อีกด้านหนึ่งเป็นเส้นหลัง ส่วนเส้นด้านยาวเป็นเส้นข้างซ้ายและเส้นข้างขวา จากกึ่งกลางเส้นหน้าถึงกึ่งกลางเส้นหลังทำเส้นตรง เรียกว่า เส้นกลาง แบ่งครึ่งสนามเล่นออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนด้านซ้ายและส่วนด้านขวา ทำเส้นขนานกับเส้นหน้าและเส้นหลังอีก 3 เส้น แบ่งสนามออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน หรือเท่ากับมีเส้นขนานจากเส้นหน้าไปจนถึงเส้นหลังรวม 5 เส้นด้วยกัน

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นเป็น 2 ทีมๆ ละ 5 คน ให้ทีมหนึ่งเป็นฝ่ายรับ อีกทีมเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายรับจะลงยืนรับประจำเส้นจากเส้นหน้าไปเส้นหลังคนละ 1 เส้น ให้หัวหน้าฝ่ายรับยืนอยู่เส้นหน้า ส่วนฝ่ายรุกให้ยืนอยู่นอกสนามด้านเส้นหน้า หันหน้าเข้าสนามกระจายเตรียมตัวพร้อมเล่น

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ฝ่ายรุกวิ่งเข้าในสนามเล่นผ่านเส้นต่างๆ จากเส้นหน้าไปออกเส้นหลัง เรียกว่า “วิ่งลง” แล้ววิ่งย้อนกลับจากเส้นหลังออกมาเส้นหน้า เรียกว่า “วิ่งขึ้น” ให้ได้ โดยต้องพยายามไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายรับแตะถูกตัว ส่วยผู้เล่นฝ่ายรับที่ยืนประจำเส้นแต่ละเส้นอยู่นั้น สามารถวิ่งเคลื่อนที่ไปบนเส้นของตนเพื่อไล่แตะฝ่ายรุกได้ สำหรับผู้เล่นที่ยืนอยู่บนเส้นหน้าสามารถวิ่งบนเส้นได้ทั้งเส้นหน้าและเส้น กลาง

3. การที่ผู้เล่นฝ่ายรุกคนหนึ่งวิ่งจากเส้นหน้าทะลุไปออกเส้นหลัง และสามารถวิ่งกลับจากเส้นหลังออกมาเส้นหน้าได้ อย่างนี้เรียกว่า “เตย”

4. หากผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในฝ่ายรุก ถูกฝ่ายรับแตะตัว จะถือว่าตายทั้งทีม ฝ่ายรุกทั้งทีมจะต้องรีบออกไปเริ่มต้นเล่นใหม่จากนอกเส้นหน้าทุกครั้ง

5. เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ให้เปลี่ยนฝ่ายรุกเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายรับกลับมาเป็นฝ่ายรุก 6. ทีมใดทำคะแนนที่เรียกว่า เตย ได้มากกว่า จะเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

1. เวลาการเล่น ตามปกติ ให้ผลักกันเป็นฝ่ายรุกทีมละครั้งๆ ละ 5 นาที ในกรณีเสมอกันให้ผลักกันเป็นฝ่ายรุกอีกทีมละ 1 นาทีเรื่อยไป จนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ

2. ผู้เล่นฝ่ายรับจะต้องวิ่งเหยียบ หรือให้เท้าทั้งสองอยู่บนเส้นที่ตนรับผิดชอบ การเคลื่อนไหวใดๆ เช่น การเคลื่อนที่ไปแตะถูกตัวผู้เล่นฝ่ายรุกได้แล้ว ก็จะต้องทรงตัวให้เท้าทั้งสองอยู่บนเส้นที่ตนรับผิดชอบเสมอ

3. ผู้เล่นฝ่ายรุกสามารถวิ่งอยู่ภายในกรอบของสนาม คือระหว่างเส้นข้างทั้งสองเส้นได้ แต่จะเหยียบหรือล้ำออกนอกเส้นข้างไม่ได้ สามารถวิ่งไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาภายในสนามเล่นที่อยู่ช่องขนานเดียวกัน ได้ แต่จะวิ่งย้อนกลับเส้นที่ตนเคยวิ่งผ่านมาแล้วในแนววิ่งลง หรือแนววิ่งขึ้นไม่ได้

4. การฝ่าฝืนกติกาโดยผู้เล่นฝ่ายรุกจะถือว่าฝ่ายรุกตาย ต้องรีบออกไปเริ่มต้นเล่นใหม่ทุกครั้ง การฝ่าฝืนกติกาโดยผู้เล่นฝ่ายรับต้องปล่อยให้ฝ่ายรุกเล่นต่อไป โดยถือหลักให้ประโยชน์แก่ฝ่ายที่ไม่ได้ทำผิด การฝ่าฝืนกติกาที่มีลักษณะรุนแรง เจตนากระทำผิด หรือกระทำผิดซ้ำซาก ผู้ตัดสินอาจพิจารณาปรับฝ่ายที่ฝ่าฝืนกติกาให้เป็นฝ่ายแพ้ได้

5. เมื่อผู้เล่นฝ่ายรุกคนใดสามารถวิ่งทำเตยได้แล้ว จะต้องรออยู่นอกเส้นด้านหน้าจนกว่าทุกคนในทีมจะวิ่งทำเตยได้ครบ หรือจนกว่าจะเกิดการตายขึ้นแล้วจึงเริ่มต้นเล่นใหม่ต่อไป

6. เมื่อหมดเวลาการเล่นแล้ว หากทั้งสองทีมทำคะแนนที่เรียกว่า เตย ได้เท่ากัน ให้พิจารณาจากผลบวกของคะแนนแต่ละช่องที่แต่ละทีมทำได้ในการเล่นเป็นฝ่ายรุก ครั้งสุดท้าย ขณะที่ได้ยินสัญญาณหมดเวลาการเล่น ( เมื่อได้ยินสัญญาณหมดเวลาการเล่น ให้ผู้เล่นฝ่ายรุกทุกคนหยุดอยู่กับที่ เพื่อตรวจสอบคะแนนแต่ละช่องที่ทำได้ ) คะแนนแต่ละช่องที่ทำได้จะมาจาก จำนวนผู้เล่นที่อยู่ในช่องคูณด้วยคะแนนประจำช่อง คะแนนประจำช่องได้แก่ จากเส้นหน้าลงไปจะนับเป็นช่องที่ 1 ( 1คะแนน ) ช่องที่ 2 ( 2 คะแนน ) ช่องที่ 3 ( 3 คะแนน ) ช่องที่ 4 ( 4 คะแนน ) จากเส้นหลังขึ้นมาจะนับเป็นช่องที่ 5 ( 5 คะแนน ) ช่องที่ 6 ( 6 คะแนน ) ช่องที่ 7 ( 7 คะแนน ) ช่องที่ 8 ( 8 คะแนน ) ทีมที่ได้คะแนนมากกว่าจะถือว่าเป็นทีมชนะ

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

วิ่งสามขา

วิ่งสามขา

วิ่งสามขา  เป็นการละเล่นกีฬาพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันมากในสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน การละเล่นกีฬาพื้นบ้านไทยวิ่งสามขานี้นิยมเล่นกันมากในภาคกลางเพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักร่วมแรงร่วมใจกัน

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นวิ่งสามขาได้แก่   ผ้าผูกขาคู่ละ  2 ผืน

วิธีการเล่นวิ่งสามขา

1. จัดเตรียมสนามให้มีความกว้างพอสมควร

2. ระยะทางจากเส้นเริ่มต้นถึงเส้นชัยใช้ระยะทางประมาณ  100 – 500 เมตร

3. ให้ผู้เล่นแต่ละคู่ยืนเคียงข้างกัน

4. ใช้ผ้าผูกขาให้ชิดกันผูกเชือกดึงขาซ้ายของคนที่อยู่ทางขวา และผูกเชือกดึงขาขวาของคนที่อยู่ทางซ้าย ให้แน่นไม่หลุดแยกออกจากกัน

5. ขณะวิ่งถ้าเชือกผู้เล่นหลุดออกถือเป็นแพ้

6. ผูกให้เป็น  2 เปลาะ ที่ใต้เข่าเปลาะหนึ่ง และเหนือตาตุ่มอีกเปลาะหนึ่ง

7. ทั้งสองคนใช้แขนโอบคอกันไว้ให้แน่น และยืนเตรียมพร้อมอยู่หลังเส้นเริ่มต้น เป็นแถวหน้ากระดานหันหน้าไปทางเส้นเริ่มต้น

8. เว้นระยะให้แต่ละคู่ห่างกันประมาณ  2 – 3 เมตร

9. เมื่อผู้เล่นได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้แต่ละคู่วิ่งไปยังเส้นชัย ผู้เล่นคู่ใดวิ่งไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

10. ระหว่างวิ่งแข่งขันผู้เล่นแต่ละคู่จะต้องไม่วิ่งกีดกันผู้เล่นคู่อื่น หรือกลั่นแกล้งคู้เล่นอื่น ผู้ฝ่าฝืนปรับเป็นแพ้

11.ระหว่างวิ่งผู้เล่นคู่ใดล้มลงให้รีบลุกขึ้นมาวิ่งต่อไปได้

12. ให้มีกรรมการตัดสินอย่างน้อย  2 คน

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

วัวเทียมเกวียน

กีฬาวัวเทียมเกวียนนั้น แต่เดิมมีการแข่งขันกันทุกตำบล ทุกหมู่บ้านที่มีการทำนา ซึ่งในปัจจุบันเรียกหมู่บ้านที่เคยเป็นลาน แข่งขันว่า ” หัวสนาม ” บ้าง ” ท้ายสนาม ” ” ต้นสนาม ” เป็นต้น การแข่งขันจะผลัดเปลี่ยนกันไป ในแต่ละท้องที่ ทำนองเอาแขกตอบแทนที่เคยมาร่วมให้ความสนุกครึกครื้น การแข่งขันจะเริ่มช่วงเวลาแดดร่มลมตก พอพลบค่ำก็เลิก ส่วนมากมักนำเกวียนเก่าที่เลิกใช้งานแล้วมาดัดแปลงเพื่อการแข่งขันโดยใช้วัวเทียมเกวียนเล่มๆ 2 ตัว การแข่งขันจะจับกันเป็นคู่แข่งขันกัน โดยใช้ระยะทางวิ่งทางตรงประมาณ 100 เมตร ( วิ่งจริง 62 เมตร ) ครึ่งหนึ่งของทางวิ่งจะต้องจัดทำรั้วเตี้ยๆ กันไม่ให้วัววิ่งออกนอกลู่ ส่วนมากรั้วจะใช้ทางตาลปักห่างๆ เป็นแนว 2 ข้างทางวิ่ง

การปล่อยวัวมีเส้นเริ่มเรียกว่า ผัง มีนายสนามเป็นผู้ดูแล ถ้าให้สัญญาณแล้วเกวียนแต่ละเล่มออกไม่พร้อมกัน ให้เริ่มใหม่ และถ้าเกวียนวิ่งออกนอกลู่ ซึ่งเรียกว่า เสียสนาม ก็ให้เริ่มต้นใหม่เช่นกัน การแข่งขันนอกจากวัวจะวิ่งเร็วแล้ว คนบังคับวัวที่คอยลง ปะฏักก็สำคัญ เพราะเป็นการกระตุ้นให้วัววิ่งสุดกำลังจนถึงเส้นชัย การเลือกบ่าวัว ( วัวบางตัวถนัดบ่าซ้าย หรือบ่าขวาไม่เหมือนกัน ) เลือกคนแทงวัว ( คนแทงวัวทำหน้าที่เหมือนจ้อกกี้ลงแซ่แข่งม้า ) การแพ้ชนะจะเป็นไปตามกติกาที่ตกลงกัน กรณีชนะต้องชนะแบบขาดลำ ถ้าคู่คี่ หรือเกวียนสะกันอยู่ และถูกอีกฝ่ายหนึ่ง ลางจนถึงเส้นชัย( เรียกว่าเฉียบ ) ไม่ถือเป็นการชนะ สำหรับคนแทงปฏักวัว หรือแทงวัว เจ้าของวัวต้องหามาเอง จำเป็นจะต้องหาคนที่ ชำนาญเพราะจะต้องกระตุ้นให้วัววิ่งสุดกำลังไปยังเส้นชัย การเล่นวัวเทียมเกวียนอาจมีการเดิมพันอยู่บ้าง ระหว่างเจ้าของวัว กับคนดู แต่มีการได้เสียกันเพียงเล็กน้อย เช่า เดิมพันด้วยสุรา สอง สามขวด ความสนุกสนานจึงอยู่ที่วิถีชีวิตที่เป็นลูกทุ่ง ใกล้ชิดกับวัว สามารถบังคับวัวในการทำงาน และการแข่งขัน

ในปี พ.ศ. 2479-2480 กระทรวงมหาดไทย ได้มอบให้จังหวัดเพชรบุรีส่งการแสดงพื้นบ้านไปรวมเทศกาลตรุษสงกรานต์

ณ ท้องสนามหลวง ( ทุ่งพระเมรุ ) ทางจังหวัดเพชรบุรีได้ส่ง กีฬาวัวเทียมเกวียน และวัวระดอก ( วัวลาน )ไปร่วมแสดงในงานนี้ โดยมี

ร.อ.ขุนชาญใช้จักร รน1. และนายเทพ โซ๊ะเหม เป็นผู้ควบคุมไป

กำหนดงาน

การแข่งขันวัวลานคนที่จังหวัดเพชรบุรี มีกำหนดไม่แน่นอน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าที่ไหนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบางครั้งก็จัดในช่วงสงกรานต์หรือบางครั้งจะแข่งขันกันในช่วงฤดูแล้ง หรือช่วงเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว และออก พรรษาแล้ว ในช่วงเข้าพรรษาจะงดการแข่งขันโดยสิ้นเชิง

กฎกติกาการแข่งขันวัวเทียมเกวียนจังหวัดเพชรบุรี

หลักเกณฑ์ทั่วไป

1. เกวียน 1 เล่ม ต่อ วัวเทียม 2 ตัว

2. ผู้เข้าแข่งขันจะต้องใช้เกวียนที่กรรมการจัดให้

3. ผู้ควบคุมวัวในเวลาแข่งขันเกวียนละ 1 คน ใช้ปฏักปลายแหลมไม่เกิน 4 ม.ม. บังคบวัว

4. การตัดสินแพ้ชนะ ใครวิ่งถึงเส้นชัย ( เฉียบ ) ก่อนถือว่าชนะ

5. กรรมการจะใช้ระฆังเป็นสัญญาณปล่อยวัว

6. ระยะทางแข่งขัน มีความยาว 120 เมตร

7. การแข่งขันเป็นเกมกีฬา หากผู้แข่งขันได้รับบาดเจ็บจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้

8. วัวที่นำมาแข่งขันจะต้องได้รับการฝึกซ้อมมาก่อน หากกรรมการพบว่าวัวตื่น อาจตัดสิทธิ

เข้าแข่งขัน

9. กรณีวัวเจ็บสามารถเปลี่ยนวัวได้ 1 ตัว / ครั้ง แต่วัวที่นำมาเปลี่ยนต้องไม่เคยเข้าแข่งขันใน

รอบที่ผ่านมา

การแข่งขันวิ่งวัว มีสองประเภท

1. ประเภท ลู่ : แข่งวิ่ววัว เดี่ยว ๆ สองตัว โดยมีคนถือเชือกวิ่งตามไปกับวัว เข้าส้นชัย

2. ประเภท ลาน : ทีมนึงมีวัวสองตัวเทียมเกวียนไว้ แข่งกันสองทีม โดยคนขี่นั่งอยู่บนเกวียนและบังคับวิ่งเข้าเส้นชัย

และการแข่งขัน สู้วัวด้วยมือเปล่า

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

มวยทะเล

ความเป็นมา

มวยทะเลเป็นกีฬาพื้นเมืองภาคใต้สมัยเก่า เล่นแพร่หลายในแทบทุกจังหวัด เช่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น ไม่ปรากฏหลักฐานมาเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด แต่พบว่ามีการเล่นกันในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยจัดให้เป็นกีฬาที่มีการสอนแก่นักเรียนนายร้อยในสมัยนั้น (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, ๒๕๑๐: ๓๙ – ๔๐) สันนิษฐานว่ามีการดัดแปลงมากจากการชดมวยไทยที่เป็นที่นิยมกันมานานแล้ว นำมาเล่นกันบริเวณชายหาดหรือในทะเล แล้วชกต่อยกันให้ฝ่ายใดตกทะเล จึงเรียกว่า “มวยทะเล” (สร้อย ภูมิไชยา, สัมภาษณ์ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๒๖) ทหารเรือนิยมจัดให้มีการแข่งขันกีฬามวยทะเล เนื่องจากได้ฝึกการต่อสู้และยังฝึกการว่ายน้ำเอาตัวรอดด้วย ชาวบ้านภาคใต้นิยมเล่นสนุกสนานในเทศกาลตรุษสงกรานต์หรืองานรื่นเริงต่างๆ เล่นกันเฉพาะในหมู่ผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ในปัจจุบันยังมีการเล่นกีฬาชนิดนี้อยู่ทั่วไป

โอกาสที่เล่น

เล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์หรืองานรื่นเริงต่างๆ

ผู้เล่น

เล่นกันในหมู่ผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็ก จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป

อุปกรณ์ที่เล่น

๑. นวม ๑ คู่

๒.ไม้หมากหรือเสากลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๖ -๗ นิ้ว ยาวประมาณ ๓ – ๔ เมตร ๑ ต้น สำหรับใช้เป็นเสาไม้พาด

๓. ไม้หมากหรือเสากลมขนาดเท่ากับไม้พาดแต่สั้นกว่า คือ ยาวประมา ๑ ๑/๒ – ๓ เมตร สำหรับเป็นขารองรับไม้พาด จำนวน ๔ ต้น

สถานที่เล่น

นิยมเล่นกันบริเวณหาดทรายชายน้ำ ชายทะเล หรือเล่นกันในน้ำ ในน้ำทะเลตื้นๆ โดยปักเสา ๒ ต้นไขว้กันเป็นขาสำหรับรองไม้พาด จำนวน ๒ ขา ให้ขาทั้งสองห่างกันประมาณ ๓ เมตร แล้วนำเสาไม้พาดหรือไม้หมากกลมวางพาดระหว่างเสาไขว้ที่เป็นขาทั้ง ๒ ข้าง ให้เสาไม้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ เซนติเมตร แล้วใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวทาเสาไม้พาดให้ลื่น ตรงกึ่งกลางเสาไม้พาดทำสัญลักษณ์ไว้ บางท้องถิ่นนิยมเล่นกันในลาดวัดโดยรองพื้นด้วยทรายนุ่มๆ เพื่อกันหล่นลงมาบาดเจ็บ

วิธีเล่น

๑. เล่นครั้งละ ๒ คน โดยให้ผู้เล่นทั้ง ๒ คนสวมนวมที่มือทั้ง ๒ ข้าง แล้วปีนขึ้นไปนั่งคร่อมในลักษณะขี่ม้าบนเสาไม้พาด ให้แต่ละคนนั่งห่างจากจุดกลางไม้พาดคนละ ๑ เมตร นั่งหันหน้าเข้าหากัน ผู้เล่นต้องพยายามนั่วทรงตัวอยู่บนเสาไม้พาดที่ลื่นให้ได้

๒. เมื่อทั้ง ๒ คนพร้อมแล้ว กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง ๒ จะต้องเขยิบตัวเข้าหากัน แล้วก็ชกต่อยเช่นเดียวกับมวยทั่วๆ ไป เพื่อให้อีกฝ่ายตกจากเสาไม้พาด

๓. ผู้เล่นคนใดสามารถชกให้อีกฝ่ายตกจากเสาไม้พาดได้ก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ

กติกา

๑. การชกต้องกำหมัด ห้ามตบหรือผลักดัน

๒. ผู้เล่นตนใดเสียการทรงตัว ไม่สามารถคร่อมอยู่บนเสาไม้ได้ปล่อยให้ร่างกายพลิกไปอยู่ใต้เสาไม้พาด แต่สามารถเกี่ยวเสาไม่ได้ ไม่ตกลงสู่พื้น จะไม่ถือว่าตกจากเสาไม้พาด อนุญาตให้เล่นต่อไปได้

๓. ถ้ามือหรือเท้าของผู้เล่นถูกพื้นดินหรือพื้นน้ำใต้เสา จะถือว่าตกจากเสาไม้พาด ถือว่าแพ้

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

ลิงชิงหาง

ผู้เล่น

สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัยเลยนะคะ

อุปกรณ์ในการเล่น

ควรใช้ผ้าให้พอประมาณในการใช้เป็นหางด้วยนะคะ มาดูวิธีเล่นกันเลย

วิธีการเล่นลิงชิงหาง

1. ให้ผู้เล่นทุกคนใส่หางห้อยออกมา ยาว 30 เซนติเมตร แล้วให้อยู่ในวงกลม

2. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่นให้พยายามหลบหลีกเพื่อรักษาหางของตนเอง   และพยายามวิ่งไปแย่งหางของผู้เล่นคนอื่นๆ

3. คนเล่นคนใดเหลือหางคนสุดท้ายเป็นผู้ชนะ หรือหมดเวลาที่กำหนดกรรมการจะหยุดการแข่งขัน มาดูกติกากันเลย

กติกา

1. ผู้เล่นคนใดถูกแย่งหางหลุดออกจากขอบกางเกงแล้วถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขันทันที และห้ามแย่งหางคนอื่นๆ ในขณะที่เดินออก

2. การแข่งขันหากยุติลงให้กรรมการนับคะแนน ดังนี้

2.1 ใครรักษาหางไว้ได้ ตลอดการแข่งขันได้เท่ากับ 2 คะแนน

2.2 ใครรักษาหางตนเองไว้ได้และแย่งหางได้มากกว่าเป็นผู้ชนะ

2.3 หางที่แย่งมาได้มีค่าหางๆ ละ 1 คะแนน

2.4 นักกีฬาที่ออกจากการแข่งขันแล้ว ถ้ามีการแย่งหางได้ก็ให้นับคะแนนด้วย อาจจะเป็นผู้ชนะได้เมื่อหมดเวลาการแข่งขัน

3. นักกีฬาคนใดได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ชนะ

4. หากมีคะแนนเท่ากันต้องถือว่าคนที่มีหางหรือรักษาหางไว้ได้เป็นผู้ชนะ

5. ถ้าผู้รักษาหางไว้ได้มีคะแนนเท่ากัน ให้แข่งขันกันต่อไปจนกว่าจะหาผู้ชนะได้เป็นที่สิ้นสุด

 

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

ขาโถกเถก

ขาโถกเถก  เป็นกีฬาพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  นิยมเล่นกันมากในจังหวัด สกลนคร

ศรีสะเกษ  บุรีรัมย์  และนครราชสีมา  บางท้องถิ่นเรียกว่า เดินโถกเถก   คำว่า โถกเถก  หมายถึง ไม้ที่ต่อขาสำหรับเดิน

กีฬาขาโถกเถก สันนิษฐานได้ว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีการเล่นกันมานานแล้ว โดยการเลียนแบบการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนภาคอีสาน ในสมัยโบราณคนไทยนิยมเลี้ยงสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ ไว้ใต้ถุนบ้าน ปะปนอยู่บนดินพอฝนตกก็เฉอะแฉะเป็นที่น่ารังเกียจ ประกอบกับบางครั้งจะมีสัตว์มีพิษ เช่น ตะขาบ แมลงป่อง หรืองูพิษ ตามพื้นดิน คนไทยในสมัยโบราณจึงใช้ไม้ต่อขาสูง เพื่อใช้เดินผ่านไป ต่อมาจึงนำมาเล่นเป็นการละเล่นพื้นบ้านสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน มักนิยมเล่นกันในหมู่เด็ก ผู้ใหญ่ ในงานเทศกาล งานประเพณีต่าง ๆ นิยมเล่นกันในเวลากลางคืนในฤดูหนาว

อุปกรณ์

ไม้ยาวมีกิ่งหรือขั้นสำหรับยืนได้

วิธีเล่น

1.             สถานที่เล่นมีความยาว  10 เมตร

2.             การเล่นเป็นประเภทผลัด ทีมละ  9 คน

3.             ตีเส้นเริ่มต้น และเส้นชัย

4.             ให้ผู้เล่นแต่ละทีมยืนที่เส้นเริ่ม  5 คน ที่เส้นชัย  4 คน

5.             เมื่อสัญญาณเริ่ม คนแรกของทุกทีมขึ้นยืนบนง่ามไม้ด้วยเท้าทั้งสองข้าง มือจับไม้โถกเถก และทรงตัวให้ได้ พยายามเดินไปที่เส้นชัย แล้วเปลี่ยนให้คนที่ 2 ในทีมเดินต่อ ปฏิบัติเช่นนี้จนครบ  9 คน

กติกา

1.             ให้ผู้เล่นแต่ละคนขึ้นยืนบนไม้โถกเถกโดยไม่ตก

2.             ทีมใดเดินเข้าเส้นชัย โดยไม่ผิดกติกา และใช้เวลาน้อยที่สุด เป็นผู้ชนะ

 

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

ก๊อบแก๊บหรือเดินกะลา

เดินกุ๊บกั๊บ เป็นการละเล่นของถิ่นอีสานโดยประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

การเดินกุ๊บกั๊บ เป็นการเล่นสวมรองเท้าต่อขาให้สูงขึ้น สันนิษฐานว่าเดิมน่าจะใช้ในการเดินข้ามที่ชื้นแฉะ หรือพงหนามที่ไม่รกเรื้อ และสูงจนเกินไป

อุปกรณ์ในการเล่น

เอากะลามะพร้าวมาผ่าครึ่งคู่หนึ่งวางคว่ำลงกับพื้น เจาะรูที่ก้นกะลาทั้ง ๒ ข้าง หาเชือกที่เหนียวพอประมาณมา ๑ เส้น มีความยาวพอประมาณที่จะใช้มือดึงในขณะที่ยืนอยู่ได้ ปลายเชือกแต่ละข้างร้อยรูกะลาที่เจาะไว้ จะใช้ตะปูหรือไม้ที่แข็งแรงผูกปลายเชือกที่ร้อยกะลาไม่ให้เชือกหลุดจากรูกะลา

เวลาเล่นใช้เท้าเหยียบลงบนกะลาทั้ง ๒ ข้างให้เชือกตึงอยู่ระหว่างง่ามหัวแม่เท้า เวลาเดินดึงเชือกให้ตึงกะลาติดเท้าไปด้วย กะลากระทบพื้นจะมีเสียงดัง กุ๊บกั๊บ หรือ ก๊อบแก๊บ

โอกาสและเวลาที่เล่น

เดินกุ๊บกั๊บเป็นการละเล่นที่เด็กผู้หญิงนิยมเล่นมากกว่าเด็กผู้ชาย เพราะไม่สู้เป็นอันตราย หรือเด็กผู้ชายที่กลัวไม้สูงก็จะเล่นเดินกุ๊บกั๊บ เป็นการละเล่นสนุกสนานของเด็กเล่นได้ทุกโอกาส

การแข่งขันเดินกุ๊บกั๊บหรือเดินกะลาจะไม่ค่อยมีในผู้ใหญ่ เด็ก ๆ จะเล่นกันตามบ้านหรือเล่นในโรงเรียนในเวลาพักลางวันหรือในเวลาว่าง

คุณค่า

เป็นภูมิปัญญาของการประดิษฐ์ของเล่นให้เด็กๆ หรือเด็กๆสามารถทำเองได้จากวัสดุพื้นบ้านที่ใกล้ตัว กะลาเมื่อเดินจนแตก หรือเลือกเล่นก็จะกลายเป็นปุ๋ยได้เป็นเชื้อเพลิงได้ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางมลพิษ และเป็นการฝึกให้ผู้เล่นรู้จักการทรงตัว ความสนุกสนานอยู่ที่การทรงตัวบนกะลาและพากะลาให้ไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นของเล่นที่ราคาถูกเป็นการประหยัดอดออมรู้จักคิดรู้จักประดิษฐ์เป็นงานสร้างสรรค์

ปัจจุบันการเล่นเดินกุ๊บกั๊บแทบจะหาไม่ได้มีโรงเรียนน้อยแห่งที่สนับสนุนให้เด็กเล่นอยู่โรงเรียนจะสอนการละเล่นตามหลักสูตรที่ไม่สู้จะมีเรื่องของท้องถิ่นเด็กๆมีรองเท้าสวมใส่ไม่ต้องเกรงว่าเท้าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ของเล่นมีให้เลือกเล่นมากมายและทันสมัย การเล่นเดินกุ๊บกั๊บ หรือเดินกะลาจึงเป็นการละเล่นที่หาดูได้ยากในยุคสมัยนี้

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off

วิ่งสวมกระสอบ

กีฬาไทยจัดเป็นศิลปวัฒนธรรมของไทยแขนงหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ มีความงดงามและทรงคุณค่า ซึ่งบรรพบุรุษได้ค้นคิด สืบสาน ถ่ายทอดและพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้ การเล่นกีฬานอกนจากจะช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ สร้างความแข็งแรงและห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว กีฬาหลายประเภทยังช่วยให้ผู้เล่นได้ฝึกฝนสมาธิ มีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบปฎิภาน รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สามารถหลบหลีกคู่ต่อสู้ได้ กีฬาบางชนิดใช้ผู้เล่นเป็นหมู่คณะ ทำให้ผู้เล่นรู้จักมีความรักความสามัคคี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง   มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตลอดจนเป็นคนมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย
กีฬาไทยที่บรรพชนไทยค้นคิด และถ่ายทอดมาสู่ลูกหลาน บางชนิดกลายเป็นตำนานและความทรงจำ และบางชนิดยังคงมีการเล่นกันอยู่ แม้ว่าจะถูกปรับเปลี่ยนไปให้ทันยุคสมัยก็ตาม แต่ด้วยความสำนึกของความเป็นไทย เราควรร่วมกันสนับสนุนและร่วมส่งเสริม ภูมิปัญญากีฬาไทย ให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้จักและร่วมกันอนุรักษ์ต่อไป

การวิ่งกระสอบนะคะ เป็นกีฬาพื้นเมืองของภาคกลาง โดยผู้เล่นใช้ 2 มือจับปากกระสอบให้เปิดกว้างแล้วก้าวเท้าทั้ง 2 ข้างสวมเข้าไปในกระสอบ แล้วนอนหงายเรียงแถวกันด้านหลังเส้นเริ่ม เป็นระยะห่างกันประมาณ 2 เมตร ให้ศรีษะจรดเส้นเริ่ม คือหันศรีษะไปทางเส้นชัยนั่นเอง เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มก็ลุกขึ้น แล้วกลับหลังหันวิ่งแข่งกันไปยังเส้นชัย ผู้ที่วิ่งถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

วิ่งกระสอบ
ความสนุกสนานที่มาเป็นกระสอบ กีฬากลางแจ้งง่ายๆ ที่บรรพชนไทยคิดไว้ เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว

Posted in Uncategorized | Tagged | Comments Off